วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

การใช้ยาลดน้ำหนัก

1. อธิบายความหมายของโรคอ้วน

โรคอ้วน (obesity) โดยทั่วไปจะหมายถึง ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน 20% ของน้ำหนักมาตรฐาน ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงส่วนสูงหรือโครงสร้างของร่างกายด้วย หรือผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) เกินกว่าค่าปกติ

2. ค่าอะไรที่นิยมใช้ประเมินว่ามีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือมาใช้พิจารณาว่าอ้วนหรือไม่ที่นิยมใช้มีอยู่ 2 ค่า คือ 1. ค่าดัชนีมวลกาย และ 2. ค่าน้ำหนักมาตรฐาน สำหรับค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) เป็นค่าที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบันเพราะคำนวณง่าย สามารถใช้ได้กับทุกเพศ ทุกวัย เป็นค่าที่คำนวณได้จากน้ำหนักต่อ(กก.)/ความสูง (ม) 2

ส่วนค่าน้ำหนักมาตรฐานนั้นมีสูตรการคำนวณดังนี้

น้ำหนักมาตรฐานของผู้ชาย = (ความสูงหน่วยเป็น ซม. - 100)

น้ำหนักมาตรฐานของผู้หญิง = (ความสูงหน่วยเป็น ซม. - 100) x 0.9

3. เมื่อใดจึงจะเรียกว่าอ้วน

ค่าปกติของค่าดัชนีมวลกายมีค่า 20-25 กก./ตร.ม. ถ้ามากกว่า 25 ถือว่าอ้วน ส่วนค่าน้ำหนักมาตรฐาน ถ้าเกิน 20% ถือว่าอ้วน

4. สาเหตุใดบ้างที่ทำให้เกิดโรคอ้วน

มีหลายสาเหตุที่นำไปสู่โรคอ้วน บางคนอาจเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน ตัวอย่างเช่น

1. สาเหตุจากพันธุกรรม : ความอ้วนถ่ายทอดกันในครอบครัวได้ จากสถิติ ลูกจะอ้วน 80% ถ้าทั้งพ่อและแม่อ้วน ลูกอ้วนลดเหลือ 40% ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งอ้วน และลูกจะมีโอกาสอ้วนเพียง 10% ถ้าทั้งพ่อและแม่ไม่อ้วนเลย
2. สาเหตุจากการรับประทานอาหารมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ สัดส่วนของอาหารกับการใช้พลังงานไม่เหมาะสม เกิดพลังงานส่วนเกินสะสมในร่างกายในรูปของไขมัน เนื่องจาก รับประทานมาก แต่ใช้พลังงานปกติหรือใช้พลังงานน้อย รับประทานปกติ แต่ใช้พลังงานน้อย
3. สาเหตุจากพฤติกรรมการกินอาหาร เช่น นิสัยของการกินอาหาร
4. สาเหตุจากมีความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ, ศูนย์อิ่มอาหารถูกทำลาย หรือผลจากยาบางชนิด
5. ผลเสียจากโรคอ้วน

อาจทำให้เกิด โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูงกว่าปกติ ความดันโลหิตสูง

6. จะป้องกันโรคอ้วนได้อย่างไร

1. ต้องสร้างทัศนคติในการกินอย่างถูกต้องตั้งแต่เด็ก

1. กินอาหารที่ถูกส่วนและพอเพียงกับวัย
1. หมั่นออกกำลังกาย

7. วิธีรักษาโรคอ้วนมีอย่างไรบ้าง

1. การจำกัดอาหาร เพื่อลดการสะสมของอาหาร
2. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพื่อควบคุมนิสัยการรับประทานอาหาร
3. การออกกำลังอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ
4. การใช้ยา
5. การผ่าตัด ซึ่งจะใช้ในกรณีที่ความอ้วนมีอาการรุนแรงและเป็นอันตราย เช่น การผ่าตัดเอาไขในส่วนเกินออก ในต่างประเทศมีการใช้การมัดขากรรไกร, การใส่ ballon ในกระเพาะ

8. หลักเกณฑ์การเลือกใช้ยาลดน้ำหนัก

การใช้ยาเป็นวิธีสุดท้ายและต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ จะใช้ก็ต่อเมื่อใช้วิธีการจำกัดอาหาร, การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการออกกำลังกายใช้ไม่ได้ผล

9. ชนิดของยาลดน้ำหนักมีอะไรบ้าง

ยาที่ใช้ลดน้ำหนักจะแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่

1. ยาที่ลดความอยากอาหาร เป็นยาที่ออกฤทธิ์กดศูนย์หิว หรือยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นศูนย์อิ่ม ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ยาในกลุ่ม amphetamim เช่น phentermine , Mazindol , fenfluramine
2. ยาที่ออกฤทธิ์ชลอหรือขัดขวางการย่อย และการดูดซึมสารอาหาร ยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่น สารใยอาหาร เมื่อผสมน้ำแล้วดื่ม จะพองตัวดูดซึมอาหารและฝังไว้ในตัวมัน ทำให้กระเพาะถูกดันให้ขยายตัว ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น , สารขัดขวางการดูดซึมแป้งหรือไขมัน , สารที่ขัดขวางการย่อย เช่น ยับยั้งเอนไซม์ที่ย่อยคาร์โบไฮเดรต หรือไขมัน
3. ยาที่ลดการสร้างและเพิ่มการเผาผลาญไขมัน

10. ผลข้างเคียงของยาลดน้ำหนัก

ผลข้างเคียงของกลุ่มยาลดความอยากอาหาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอนุพันธ์ของ amphetamine คือ กระตุ้นให้ตื่นตัว นอนไม่หลับ หัวใจเต้นแรง คอแห้ง ท้องผูก ส่วนยาที่ออกฤทธิ์ผ่าน serotonin มีผลข้างเคียงทำให้ง่วงซึมและมีอาการซึมเศร้าได้

ผลข้างเคียงของกลุ่มยาที่ออกฤทธิ์ชลอหรือขัดขวางการย่อยและการดูดซึมสารอาหาร คือ อาจจะรบกวนการดูดซึมสารอาหารบางตัว เช่น วิตามิน บางชนิดทำให้เกิดหยดไขมันกระปริบกระปรอยที่ทวารหนักปวดอุจจาระฉับพลับและกลั้นอุจจาระไม่อยู่

ผลข้างเคียงของกลุ่มยาที่ลดการสร้างและเพิ่มการเผาผลาญไขมัน เช่น ผลการกระตุ้นการเต้นของหัวใจ และประสาท ทำให้ใจสั่น เครียด

11. ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังของการใช้ยาลดน้ำหนัก

ข้อห้ามใช้และควรระวังในคนที่เป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง คนที่มีประวัติว่ามีอาการจิตซึมเศร้า คนที่มีปัญหาการอุดตันของลำไส้ , การดูดซึมอาหารผิดปกติ ยาบางตัวมีรายงานว่าทำให้เกิดลิ้นหัวใจรั่ว

12. ผลเสียที่เกิดจากการใช้ยาลดน้ำหนัก

การลดน้ำหนักได้ระยะหนึ่ง หลังจากหยุดยาแล้ว กลับอ้วนขึ้นมาใหม่ เนื่องจากเกิดความอยากอาหารเพิ่มขึ้น ขาดการควบคุมอาหาร การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนิสัย และการออกกำลังกาย ผลเสียที่เกิดจากยาลดความอยากอาหาร อาจทำให้เกิดการเสพติด , เกิดอาการทางจิต ประสาทหลอน ถ้าใช้ในขนาดสูง

13. ปัญหาของการใช้ยาลดน้ำหนัก

Animetion

เครื่องเทียบเวลาของนาฬิกา


เครื่องเทียบเวลา

Time Genie มีเครื่องเทียบเวลา 3 แบบให้คุณได้เลือกใช้

เวลาในอนาคต

ระดับความยาก : ง่าย

  • ง่ายในการเทียบเวลา
  • เทียบ 1 เวลา
  • เทียบเวลากับ 14 เมือง

วางแผนการนัดหมาย

ระดับความยาก : ง่าย

  • ง่ายในการทำการนัดหมาย
  • เทียบเวลามากกว่า 10 เมือง
  • เทียบเวลาได้ทั้ง 24 ชั่วโมงในวันที่คุณเลือก

ตารางการเทียบเขตเวลาทั่วโลก

ระดับความยาก : ระดับสูง

  • คุณต้องมีความรู้ในการชดเชยเวลา
  • เทียบเวลาของเขตเวลาทั่วโลกทุกวันทุกเวลา

กลับสู่ด้านบน

เวลาโลกในปัจจุบัน...

คุณสามารถเปลี่ยนเวลาเหล่านี้ด้วยการปรับเปลี่ยนในหน้าส่วนตัวของคุณ นอกจากนี้นาฬิกาของคุณยังสามารถเทียบเวลาได้ถึง14 เมืองทั่วโล

เมือง เวลา GMT±
แวนคูเวอร์ แวนคูเวอร์ 20:08 — อังคาร 19 มกรา -8:00
เพิร์ท เพิร์ท 12:08 — พุธ 20 มกรา +8:00
Nairobi Nairobi 07:08 — พุธ 20 มกรา +3:00
Vladivostok Vladivostok 14:08 — พุธ 20 มกรา +10:00
Reykjavík

อ้างอิง http://tha.timegenie.com/time_zone_converters
04:08 — พุธ 20 มกรา +0:00

ความหมายของครู


ความหมาย
ครู หมายถึง ผู้อบรมสั่งสอน; ผู้ถ่ายทอดความรู้ ผู้สร้างสรรค์ภูมิปัญญา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมและประเทศชาติ

ความเป็นมา
วัน ครูได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๐ สืบเนื่องมาจากการประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ซึ่งระบุให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการเรียกว่า คุรุสภาเป็นนิติบุคคลให้ครูทุกคนเป็นสมาชิกคุรุสภา โดยมีหน้าที่ในเรื่องของสถาบันวิชาชีพครูในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ให้ความ เห็นเรื่องนโยบายการศึกษา และวิชาการศึกษาทั่วไปแก่กระทรวงศึกษา ควบคุมจรรยาและวินัยของครู รักษาผลประโยชน์ ส่งเสริมฐานะของครู จัดสวัสดิการให้ครูและครอบครัวได้รับความช่วยเหลือตามสมควร ส่งเสริมความรู้และความสามัคคีของครู ด้วยเหตุนี้ในทุก ๆ ปี คุรุสภาจะจัดให้มีการประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แทนครูจากทั่วประเทศแถลงผลงานในรอบปีที่ผ่านมา และซักถามปัญหาข้อข้องใจต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินงานของคุรุสภาโดยมีคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาเป็นผู้ตอบ ข้อสงสัยสถานที่ในการประชุมสมัยนั้นใช้หอประชุมสามัคคยาจารย์ หอประชุมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และในระยะหลังใช้หอประชุมคุรุสภา ปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวคำปราศรัยต่อที่ประชุมครูทั่วประเทศว่า“ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือ ว่า เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณเป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าวันครูควรมีสักวันหนึ่งสำหรับให้บันดาลูกศิษย์ทั้งหลาย ได้แสดงความเคารพสักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณทั้งหลาย เพราะเหตุว่าสำหรับคนทั่วไปถ้าถึงวันตรุษ วันสงกรานต์ เราก็นำเอาอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการ ทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง” จากแนวความคิดนี้ กอปรกับความคิดเห็นของครูที่แสดงออกทางสื่อมวลชนและอื่น ๆ ที่ล้วนเรียกร้องให้มีวันครูเพื่อให้เป็นวันแห่งการรำลึกถึงความสำคัญของครู ในฐานะที่เป็นผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดีเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันมาก ในปีเดียวกันที่ประชุมคุรุสภาสามัญประจำปีจึงได้พิจารณาเรื่องนี้และมีมติ เห็นควรให้มีวันครูเพื่อเสนอคณะกรรมการอำนวยการต่อไป โดยได้เสนอหลักการว่า เพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครูและเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างครู กันประชาชน ในที่สุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๙ ให้วันที่ ๑๖ มกราคมของทุกปีเป็น “วันครู” โดยเอาวันที่ประกาศพระราชบัญญัติครูในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๘ เป็นวันครูและให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดัง กล่าวได้

การจัดงานวันครู
การจัดงานวันครูได้จัดเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ในส่วนกลางใช้สถานที่ของกรีฑาสถานแห่งชาติเป็นที่จัดงาน งานวันครูนี้ได้กำหนดเป็นหลักการให้มีอนุสรณ์งานวันครูไว้แก่อนุชนรุ่นหลังทุกปี อนุสรณ์ที่สำคัญคือ หนังสือประวัติครู หนังสือที่ระลึกวันครู และสิ่งก่อสร้างที่เป็นถาวรวัตถุ

การจัดงานวันครูได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกิจกรรม ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมตลอดเวลา ในปัจจุบันได้จัดรูปแบบการจัดงานวันครู จะมีกิจกรรม ๓ ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้
1. กิจกรรมทางศาสนา
2. พิธีรำลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ ประกอบด้วยพิธีปฏิญาณตน การกล่าวคำระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์
3. กิจกรรมเพื่อความสามัคคีระหว่างผู้ประกอบอาชีพครู ส่วนมากเป็นการแข่งขันกีฬาหรือการจัดงานรื่นเริงในตอนเย็น

ปัจจุบันการจัดงานวันครู ได้มีการกำหนดให้จัดพร้อมกันทั่งประเทศ สำหรับในส่วนกลางจัดที่หอประชุมคุรุสภาโดยมีคณะกรรมการจัดงานวันครู ซึ่งมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน ประกอบด้วยบุคคลหลายอาชีพร่วมกันเป็นผู้จัด สำหรับส่วนภูมิภาคมอบให้จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ โดยตั้งคณะกรรมการจัดงานวันครูขึ้นเช่นเดียวกับส่วนกลางจะจัดรวมกันที่ จังหวัดหรือแต่ละอำเภอก็ได้
รูปแบบการจัดงานในส่วนกลาง (หอประชุมคุรุสภา) พิธีจะเริ่มตั้งแต่เช้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภา คณะกรรมการอำนวยการคุรุสภา คณะกรรมการจัดงานวันครู พร้อมด้วยครูอาจารย์และประชาชนร่วมกันใส่บาตรพระสงฆ์ จำนวน ๑,๐๐๐ รูป หลังจากนั้นทุกคนที่มาร่วมงานจะเข้าร่วมพิธีในหอประชุมคุรุสภา นายกรัฐมนตรีเดินทางมาเป็นประธานในงาน ดนตรีบรรเลงเพลงมหาฤกษ์ นายกรัฐมนตรีบูชาพระรัตนตรัย ประธานสงฆ์ให้ศีล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวรายงานต่อนายกรัฐมนตรี เสร็จแล้วพิธีบูชาบูรพาจารย์โดยครูอาวุโสนอกประจำการจะเป็นผู้กล่าวนำพิธี สวดคำฉันท์รำลึกถึงประคุณบูรพาจารย์


มารยาทและวินัยตามระเบียบประเพณีของครู
1. เลื่อมใสการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ
2. ยึดมั่นในศาสนาที่ตนนับถือ ไม่ลบหลู่ดูหมิ่นศาสนาอื่น
3. ตั้งใจสั่งสอนศิษย์และปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เกิดผลดีด้วยความเอาใจใส่ อุทิศเวลาของตน ให้แก่ศิษย์ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่การงานไม่ได้
4. รักษาชื่อเสียงของตนมิให้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว ห้ามประพฤติการใด ๆ อันอาจทำให้เสื่อมเสียเกียรติและชื่อเสียงของครู
5. ถือปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมอันดีงามของสถานศึกษา และปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่การงานโดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบแบบแผนของสถานศึกษา
6. ถ่ายทอดวิชาความรู้โดยไม่บิดเบือนและปิดบังอำพราง ไม่นำหรือยอมให้นำผลงานทางวิชาการของตนไปใช้ในทางทุจริตหรือเป็นภัยต่อ มนุษย์ชาติ
7. ให้เกียรติแก่ผู้อื่นทางวิชาการ โดยไม่นำผลงานของผู้ใดมาแอบอ้างเป็นผลงานของตน และไม่เบียดบังใช้แรงงานหรือนำผลงานของผู้อื่นไป เพื่อประโยชน์ส่วนตน
8. ประพฤติตนอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต และปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความเที่ยงธรรมไม่แสวงหาประโยชน์สำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดยมิชอบ
9. สุภาพเรียบร้อยประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ศิษย์ รักษาความลับของศิษย์ ของผู้ร่วมงานและของสถานศึกษา
10. รักษาความสามัคคีระหว่างครูและช่วยเหลือกันในหน้าที่การงาน

คำปฏิญาณตนของครู
ข้อ 1. ข้าจะบำเพ็ญตนให้สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นครู
ข้อ 2. ข้อจะตั้งใจฝึกสอนศิษย์ให้เป็นพลเมืองดีของชาติ
ข้อ 3. ข้าจะรักษาชื่อเสียงของคณะครูและบำเพ็ญตนให้เป็น

บทสวดเคารพครูอาจารย์

คาถา ปาเจราจริยา โหนฺติ คุณุตฺตรานุสาสกา (วสันตดิลกฉันท์)
(สวดนำ) ปาเจราจริยา โหนติ (รับพร้อมกัน) คุณุตฺตรานุสาสกา

ปญญาวุฑฺฒิกเร เต เต ทินฺโนวาเท นมามิหํ

ข้าขอประณตน้อมสักการ บุรพคณาจารย์

ผู้ก่อประโยชน์ศึกษา

ทั้งท่านผู้ประสาทวิชา อบรมจริยา

แก่ข้าในกาลปัจจุบัน

ข้าขอเคารพอภิวันท์ ระลึกคุณอนันต์

ด้วยใจนิยมบูชา

ขอเดชกตเวทิตา อีกวิริยะพา

ปัญญาให้เกิดแตกฉาน

ศึกษาสำเร็จทุกประการ อายุยืนนาน

อยู่ในศีลธรรมอันดี

ให้ได้เป็นเกียรติเป็นศรี ประโยชน์ทวี

แก่ชาติและประเทศไทย เทอญฯ

ข้าขอประนมกระพุ่ม
อภิวาทนาการ
กราบคุณอดุลคุรุประทาน
หิตเทิดทวีสรร
สิ่งสมอุดมคติประพฤติ
นรยึดประครองธรรม์
ครูชี้วิถีทุษอนันต์
อนุสาสน์ประภาษสอน
ให้เรืองและเปรื่องปริวิชาน
นะตระการสถาพร
ท่านแจ้งแสดงนิติบวร
ดนุยลยุบลสาร
โอบเอื้อและเจือคุณวิจิตร
ทะนุศิษย์นิรันดร์กาล
ไปเปื่อก็เพื่อดรุณชาญ
ลุฉลาดประสาทสรรพ์
บาปบุญก็สุนทรแถลง
ธุระแจงประจักษ์ครัน
เพื่อศิษย์สฤษฎ์คตจรัล
มนเทิดผดุงธรรม
ปวงข้าประดานิกรศิษ
(ษ) ยะคิดระลึกคำ
ด้วยสัตย์สะพัดกมลนำ
อนุสรณ์เผดียงคุณ
โปรดอวยพรสุพิธพรอเนก
อดิเรกเพราะแรงบุญ
ส่งเสริมเฉลิมพหุลสุน-
ทรศิษย์เสมอเทอญฯ
อ้างอิง http://www.zabzaa.com/event/teacher.htm

ครูอาสา


ในซอกซอยเล็กๆ เต็นท์ผ้าใบ โต๊ะเรียนสีขาว บนเก้าอี้พลาสติกกว่า 80 ตัวมีน้องตัวน้อยๆ กำลังนั่งเล่น ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวและรอคอยใครบางคนที่มาหาเขาทุกอาทิตย์

ด้านประตูทางออกที่ 2 รถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีบางซื่อ พี่นุ้งนิ้ง ผู้ประสานงานหลัก “ครูอาสาใจกลางเมือง” กำลังรอคอยอาสาสมัครอยู่เช่นกัน 9.10 น. อาสาสมัครกว่า 10 ชีวิตตบเท้าขึ้นรถกระป๋อง และเดินเข้าตรอกซอกซอยชุมชนตึกแดง เขตบางซื่อ เพื่อไปแบ่งปัน ความรู้ และรอยยิ้มให้เด็กตัวน้อย

“อ้าว นั่นไงพี่ๆ เขามาแล้ว ไหนๆ โต๊ะไหน ป.1 ป.2 ป.3 พี่ๆ นั่งเลย” ครูปู่ ครูใหญ่ ซ. โซ่อาสา มาเตรียมการณ์ก่อนเรียกพี่ๆ ดูแลน้องๆ ด้วยเสียงฉะฉาน

พี่เล็งหน้าน้อง น้องเล็งหน้าพี่ได้ซัก 3 วิ พี่ๆ เลยลงนั่งลงหลักปักฐาน ทักทายน้องๆ ชวนเรียนเลข และ ภาษาไทย จากคนอื่นคนไกล กลายเป็นคนใกล้ได้ไม่นานนัก

น่าแปลกนักสำหรับฉันที่ไม่ได้เป็นคนรักเด็กแม้แต่น้อย เมื่อถึงถิ่นเด็ก เหมือนความเป็นเด็กก็กระซิบข้างหูให้ตัวเล็กลง ชวนน้องตั้งคำถามจากโจทย์ ชวนคิด ชวนถาม พยายามสอนอย่างดีที่สุด และชวนเล่น

“ครูขา หนูอยากระบายสี” ครึ่งชั่วโมงหลังทำแบบฝึกหัด น้องๆ เริ่มขอสี กระดาษ และการ์ตูน แน่นอน แม้ว่าการสะกดคำ อักษรต่ำกลางสูงยังไม่กระจ่าง คูณ หาร ยังไม่คล่อง แต่น้องๆ ก็อยากเล่น อยากทำอย่างอื่นบ้าง พวกเขานั่งเรียนบนโต๊ะเรียนมา 5 วันเต็มแล้ว

หลังจากหนักใจกับการสอนหลักไตรยางค์ ฉันจึงเบาใจสุดๆ เมื่อน้องนั่งลงเล่นสี เฮ้อ! รอดการสอนมั่วไปได้อีกหนึ่งที

ใกล้เที่ยง ฟ้าก็ครึ้มอีกครั้ง น้องๆ เริ่มเก็บกระเป๋า โบกมือบายๆ และบอกคุณครูว่า “อาทิตย์หน้าเจอกันอีกนะ” ครูอาสายิ้มแก้มปริ พวกเขาจับกลุ่มคุยกันอย่างคนเคมีเดียวกันควรจะเป็น

ครูปู่ หรือ นายธีระรัตน์ ชูอำนาจ วัย 72 ปี ครูใหญ่ ซ.โซ่อาสา เรียกอาสาสมัครล้อมวงร่วมพูดคุย พร้อมกล่าวว่า “ครูอาสาไม่ได้มุ่งสอนวิชา แต่เรามุ่งเรื่องจริยธรรม คุณธรรม ในห้องเรียน คุณครู 1 คนเด็ก 30 คน ครูอาจจำเด็กเลยไม่ได้ แต่เรานั่งโต๊ะเดียวกัน สอนกันไปกันมาก็จำกันได้ เด็กก็รอจะเจอครูอีก แม้อยู่ด้วยกัน เด็กอาจพูดหยาบคายบ้าง เพราะครอบครัวเขาเป็นแบบนี้ ก็ช่วยกันเตือน พูดอย่างนี้ไม่ดี ไม่เพราะนะ เขาก็จะค่อยๆ ซึมซับไปเอง”

น้องๆ ส่วนใหญ่เรียนโรงเรียนใกล้บ้าน ซึ่งพื้นฐานภาษาไทยและคณิตศาสตร์ไม่แน่นนัก เขียนได้ สะกดถูกบ้างผิดบ้าง ผสมคำไม่ได้บ้าง แต่ก็อย่าเห็นการสอนพื้นฐานเป็นเรื่องกล้วยๆ มันทำเอาครูอาสาปาดเหงื่อมาแล้วหลายรายแล้ว

“อยากให้เราสอน เท่าที่ได้ ไม่ต้องคิดมาก เหมือนมาดูแลเด็กๆ” ครูปู่กล่าว

ด้าน “เปิ้ล” หรือ นางสาวนภัทร์ มหาสิทธิลาภ สาวหน้าใส ลักยิ้มแก้มบุ๋ม วัย 25 ปี หนึ่งในอาสาสมัครครูอาสาใจกลางเมือง บอกกับเราว่าเธอมีความสุขทุกครั้งที่เห็นเด็กยิ้ม และเธอก็ยิ้มตอบ

เปิ้ล จบจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ภาคสื่อสารมวลชน ปัจจุบันทำงานด้านการเงิน อยู่บริษัทด้านไอที เคยทำงานมาแล้วหลายอย่าง ทั้งงานโรงงาน ตรวจเช็คสิ้นค้า จนถึงพริ๊ตตี้!! แต่สิ่งที่เธอชอบที่สุด คือ การเป็นครูอาสา

เธอเล่าว่าได้รู้จักกิจกรรมอาสาสมัครเพราะมีคนชื่อ “นุ้งนิ้ง” (ผู้ประสานงานกลุ่มซ.โซ่อาสา) จู่ๆ ก็แอด E-mail เธอผ่านโปรแกรม MSN (โปรแกรมสนทนาพูดคุยทางอินเทอร์เน็ต) ชวนพูดชวนคุย แต่แทนที่จะแจกขนมจีบ ซาลาเปา ดันชวนไปเป็นครูอาสาซะได้

“ตอนนั้นทำงานจันทร์ถึงศุกร์ เสาร์-อาทิตย์เราว่าง เลยลองไปกับเพื่อนดู หลังจากนั้นสามเดือน ไปทุกอาทิตย์ไม่ได้ว่างเลย” เธอหัวเราะร่วนอารมณ์ดี

วันเสาร์ ไปสอนที่ชุมชนตึกแดง บางซื่อ วันอาทิตย์เช้าที่คลองหลอด ต่อด้วยบ่ายที่ใต้สะพานอรุณอมรินทร์

เห็นทำต่อเนื่องอย่างนี้ก็ไม่เห็นท่าเธอจะเหนื่อยหน่าย หรือหน้าโทรม เธอมีความสุขมาก แม้ว่าจะเจอเด็กที่หลากหลาย ตั้งแต่ เด็กธรรมดา เด็กขอทาน เด็กวัด จนถึงเด็กเร่ร่อน

“เรารู้สึกดีนะ เราเห็นความต่างว่า จากที่เขาเคยหยาบคาย เคยไม่อยากเรียน ไม่เข้าใจ เขาดีขึ้น ตั้งใจเรียนมากขึ้น การเป็นครูอาสา ทำให้ผูกพันกัน เวลามาถึงเด็กๆ ก็จะยิ้ม รีบไปปูเสื่อ แล้วก็พูดว่า ครูมาแล้วๆ ”

ทุกวันนี้ ที่บริษัทของเธอ บนโต๊ะฝ่ายการเงิน มีกล่องบริจาคเล็กๆ ตั้งอยู่ เพื่อสนับสนุนค่าขนม นม อุปกรณ์การเรียนของน้องๆ ใจกลางเมือง โดยได้รับอนุญาตจากหัวหน้างาน แถมยังช่วยหยอดสมทบทุนอยู่บ่อยๆ ใครเหลือเศษไม่อยากเก็บไว้ ก็หยอดลงกล่องวันละนิดละหน่อย เป็นช่องทางบุญอันหนึ่ง

อ้างอิง http://www.volunteerspirit.org/?q=node/195

ครองสิบสี่


ครองสิบสี่
คือ ครองธรรม 14 อย่าง เป็นแนวทางที่ใช้ปฏิบัติระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้ปกครอง หรือระหว่างคนธรรมดาปฏิบัติต่อกัน ได้แก่

1. ฮีตเจ้าครองขุน คือ การปฏิบัติระหว่างพระเจ้าแผ่นดินและขุนนาง

2. ฮีตท้าวครองเพีย คือการปฏิบัติระหว่างเจ้านายชั้นผู้ใหญ่กับเหล่าขุนนาง

3. ฮีตไพร่ครองนาย ไพร่ ได้แก่ราษฎรที่ต้องปฏิบัติต่อนายของตน

4. ฮีตบ้านครองเมือง หมายถึง กฎระเบียบของบ้านเมือง

5. ฮีตปู่ครองย่า

6. ฮีตพ่อครองแม่

7. ฮีตสะใภ้ครองเขย

8. ฮีตป้าครองลุง

9. ฮีตลูกครองหลาน จากข้อ 5.-9. เป็นธรรมเนียมที่พึงปฏิบัติระหว่างคนในครอบครัว

10. ฮีตเฒ่าครองแก่ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของผู้เฒ่าผู้แก่

11. ฮีตปีครองเดือน หมายถึงการปฏิบัติตามฮีตสิบสอง

12. ฮีตไร่ครองนา เป็นธรรมเนียมที่ต้องปฏิบัติในการทำไร่ทำนา

13. ฮีตวัดครองสงฆ์ เป็นหลักสำหรับบุคคลที่ต้องปฏิบัติต่อพระศาสนา

14. ฮีตเจ้าครองเมือง เป็นแบบแผนสำหรับผู้ปกครอง



อ้างอิง http://guideubon.com/news/view.php

ฮีตสิบสอง

ฮีตสิบสอง...ประเพณีของคนอีสาน

ประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานของคนอีสาน

ฮีต สิบสอง คองสิบสี่ เป็นขนบธรรมเนียมประเพณี ที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน ผู้ใดที่เข้าใจถึง 'ฮีตสิบสอง คองสิบสี่' ก็หมายความว่าคุณได้เข้าใจ 'จิตวิญญาณ' ของคนอีสานอย่างถ่องแท้

เรามารู้จัก 'ฮีตสิบสอง' กันก่อนว่ามันคืออะไร

นบ ธรรมเนียมประเพณีของอีสานแตกต่างจากภาคกลางตรงที่ ขนบธรรมเนียม ประเพณีของภาคกลางได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดู และคัมภีร์พระมนูธรรมศาสตร์ ส่วนขนบ- ธรรมเนียมของอีสานได้รับอิทธิพลจากล้านช้าง เข้าใจว่าวัฒนธรรมล้านช้างได้รับอิทธิพลจาก วัฒนธรรมจีน นั่นคือ การเคารพบรรพบุรุษ ผีปู่ตา ผีแถน ผีฟ้า ผีตาแฮก (ผีนาผีไร่) ขนบธรรมเนียม ประเพณีของภาคกลางจึงมีลักษณะเป็นพราหมณ์มากกว่าพุทธ ฮีตสิบสอง หรือ จารีตประเพณี ประจำสิบสองเดือน ที่สมาชิกในสังคมได้มีโอกาสร่วมชุมนุมกันทำบุญ เป็นประจำเดือนในทุกๆ เดือนของรอบปี "ฮีต" มาจากคำว่า "จารีต" ถือเป็นจรรยาของสังคม ถ้าฝ่าฝืนมีความผิด เรียกว่า ผิดฮีต หมายถึง ผิดจารีต ซึ่งฮีตสิบสองมีรายละเอียดดังนี้

เดือนเจียง (เดือนอ้าย)
นิมนต์ สังฆเจ้าเข้ากรรมฯ ชาวบ้านเลี้ยงผีแกนและผีต่างๆ ฮีตหนึ่งนั้น เถิงเดือนเจียง เข้ากลายมาแถมถ่าย ฝูงหมู่สังฆเจ้าก็เตรียมเข้าอยู่กรรม มันหาธรรมเนียมนี้ถือมาตั้งแต่ก่อน อย่าได้ละห่างเว้นเข็นสิข่องแล่นนำ แท้แหล่ว
บุญ เข้ากรรม เป็นเดือนที่พระสงฆ์เข้ากรรม (ปริวาสกรรม) เพื่อให้พระสงฆ์ผู้กระทำผิด ได้สารภาพต่อหน้าคณะสงฆ์ เป็นการฝึกจิตสำนึกถึงความบกพร่องของตน และมุ่งประพฤติตนให้ ถูกต้องตามพระธรรมวินัยต่อไป ทางด้านฆราวาสก็จะมีการทำบุญเลี้ยงผีต่างๆ

เดือนยี่

ฮีต หนึ่งนั้น พอแต่เดือนยี่ได้ล้ำล่วงมาเถิง ให้พากันหาฟืนสู่คนโฮมไว้ อย่าได้ไลคองนี้ มันสิสูญเสียเปล่า ข้าวและของหมู่นั้นสิหายเสี่ยงบ่ยัง จงให้ฟังคองนี้แนวกลอนเฮาบอก อย่าเอาใด ดอกแท้เข็นฮ้ายแล่นเถิงเจ้าเอย
หลัง การเก็บเกี่ยวจะทำบุญคูณข้าวหรือบุญคูณลาน นิมนต์พระสวดมนต์เย็น เพื่อเป็น มงคลแก่ข้าวเปลือก รุ่งเช้าเมื่อพระฉันเช้าแล้วจะทำพิธีสู่ขวัญข้าว นอกจากนี้ชาวบ้านจะเตรียม เก็บสะสมฟืนไว้หุงต้มที่บ้าน ดังคำโบราณว่า .... เถิง ฤดูเดือนยี่มาฮอดแล้ว ให้นิมนต์พระสงฆ์ องค์เจ้ามาตั้งสวดมุงคูณเอาบุญคูณข้าว เตรียมเข้าป่าหาไม้เฮ็ดหลัว เฮ็ดฟืนไว้นั่นก่อน อย่าได้ หลงลืมถิ่น ฮีตของเก่าเฮาเดอ...

เดือนสาม
ฮีต หนึ่งนั้น เถิงเมื่อเดือนสามได้จงพากันจี่ข้าวจี่ไปถวายสังฆเจ้าเอาแท้หมู่บุญ กุศลยัง สินำค้ำตามเฮามื้อละคาบ หากธรรมเนียมจั่งซี้มันแท้แต่นาน ให้ทำบุญไปทุกบ้านทุกที่เอาบุญพ่อ เอย คองหากเคยมีมาแต่ปางปฐมพุ้น อย่าพากันไลถิ่มประเพณีตั้งแต่เก่า บ้านเมืองเฮาสิเศร้า ภัยฮ้ายสิแล่นตาม
ใน มื้อเพ็ง (วันเพ็ญ เดือนสาม) จะมีการทำบุญข้าวจี่และบุญมาฆบูชา การทำบุญข้าวจี่ จะเริ่มตอนเช้า โดยใช้ข้าวเหนียวปั้นใส่น้ำอ้อย นำไปจี่บนไฟอ่อนแล้วชุบด้วยไข่ เมื่อสุกแล้วนำไป ถวายพระ ดังความว่า ".... พอเถิงเดือนสามคล้อย เจ้าหัวคอยปั้นข้าวจี่ ปั้นข้าวจี่บ่ใส่น้ำอ้อย จัวน้อยเช็ดน้ำตา..."

เดือนสี่
ฮีต หนึ่ง พอเถิงเดือนสี่ได้ให้เก็บดอกบุปผา มาลาดวงหอมสู่คนเก็บไว้ อย่าได้ไลหนีเว้น แนวคองตั้งแต่เก่า ไฟทั้งหลายสิแล่นเข้าเผาบ้านสิเสื่อมสูญ ให้ฝูงซาวเฮาแท้อย่าไลคองตั้งแต่ก่อน มันสิหมองเศร้าเมืองบ้านสิทุกข์จนแท้แหล่ว
ทำ บุญพระเวสฟังเทศน์มหาชาติ มูลเหตุเนื่องมาจากพระคัมภีร์มาลัยหมื่นและมาลัย แสนว่า ถ้าผู้ใดปรารถนาที่จะพบพระศรีอริยะเมตไตย หรือเข้าถึงศาสนาของพระพุทธองค์แล้ว จง อย่าฆ่าบิดามารดา สมณะ พราหมณาจารย์ อย่ายุยงให้พระสงฆ์แตกสามัคคีกัน กับให้อุตส่าห์ฟัง เทศนาเรื่องพระมหาเวสสันดรชาดกให้จบสิ้นภายในวันเดีนว เป็นต้น ในงานบุญนี้มักจะมีผู้นำ ของมาถวายพระ ซึ่งเรียกว่า "กัณฑ์หลอน" หรือถ้าจะถวายเจาะจงเฉพาะพระนักเทศน์ที่ตนนิมนต์ มา ก็เรียกว่า "กัณฑ์จอบ" เพราะต้องแอบซุ่มดูให้แน่เสียก่อนว่าใช่พระรูปที่จะถวายเฉพาะเจาะจง หรือไม่?

เดือนห้า
ฮีต หนึ่งนั้น เถิงเดือนห้าได้พวกไพร่ซาวเมือง จงพากันสรงน้ำขัดสีพุทธรูป ให้ทำทุกวัด แท้อย่าไลม้างห่างเสีย ให้พากันทำแท้ๆ ไผๆ บ่ได้ว่า ทุกทั่วทีปแผ่นหล้าให้ทำแท้สู่คน จั่งสิสุขยิ่งล้น ทำถืกคำสอน ถือฮีตคองควรถือแต่ปฐมพุ้น
ตรุษ สงกรานต์หรือบุญสรงน้ำ การสรงน้ำมีการรดน้ำพระพุทธรูป พระสงฆ์ ผู้หลักผู้ใหญ่ ด้วยน้ำอบน้ำหอมเพื่อขอขมาและขอพร เป็นประเพณีอันดีงามควรรักษาไว้ มีการทำบุญถวายทาน การทำบุญสรงน้ำกำหนดเอาวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนห้า บางทีเรียกว่า บุญเดือนห้า ถือเป็นเดือนสำคัญ เพราะเป็นเดือนเริ่มต้นปีใหม่ไทย

เดือนหก
ฮีต หนึ่งนั้น เถิงเดือนหกแล้วให้นำเอาน้ำวารีสรงโสก ฮดพระพุทธรูปเหนือใต้สู่ภาย อย่าได้ละเบี่ยงบ้ายปัดป่ายหายหยุด มันสิสูญเสียศรีต่ำไปเมือหน้า จงพากันทำแท้แนวคองฮีตเก่า เอาบุญไปเรื่อยๆ อย่าถอยหน้าหากสิเสีย
เดือน หกทำบุญบั้งไฟและบุญวันวิสาขบูชา การทำบุญบั้งไฟเพื่อขอฝน และจะมีงาน บวชนาคพร้อมกันด้วย การทำบุญเดือนหกเป็นงานสำคัญก่อนการทำนา หมู่บ้านใกล้เคียงจะนำ เอาบั้งไฟมาจุดประชันขันแข่งกัน หมู่บ้านที่รับเป็นเจ้าภาพจะจัดอาหาร เหล้ายามาเลี้ยงโดยไม่คิด มูลค่า เมื่อถึงเวลาก็จะตั้งขบวนแห่บั้งไฟและรำเซิ้งออกไป ณ ลานที่จุดบั้งไฟ การเซิ้งจะกระทำด้วย ความสนุกสนาน ไม่มีการทะเลาะวิวาท คำเซิ้งและการแสดงประกอบจะออกไปในเรื่องเพศ แต่ก็ไม่ ถือสาหรือคิดเป็นเรื่องหยาบคายแต่อย่างใด (ไปชม ประเพณียิ่งใหญ่นี้ได้ที่จังหวัดยโสธร ช่วงต้น เดือนพฤษภาคมของทุกปี) ส่วนการทำบุญวิสาขบูชานั้น ก็มีการทำบุญเลี้ยงพระ ฟังเทศน์ ช่วงเย็น มีการเวียนเทียนเช่นเดียวกับภาคอื่นๆ

เดือนเจ็ด
ฮีต หนึ่งนั้น พอเมื่อเดือนเจ็ดแล้วจงพากันบูชาราช ฝูงหมู่เทพเหล่านั้นบูชาแท้สู่ภาย ตลอดไปฮอดอ้ายอาฮักษ์ใหญ่มเหสัก ทั้งหลักเมืองสู่หนบูชาเจ้า พากันเอาใจตั้งทำตามฮีตเก่า นิมนต์สังฆเจ้าขำระแท้สวดมนต์ ให้ฝูงคนเมืองนั้นทำกันอย่าได้ห่าง สูตรชำระเมืองอย่าค้างสิเสีย เศร้าต่ำศูนย์ ทุกข์สิแล่นวุ่นๆ มาโฮมใส่เต็มเมือง มันสิเคืองคำขัดต่ำลงศูนย์เศร้า ให้เจ้าทำตามนี้ แนวเฮาสิกล่าว จึงสิสุขอยู่สร้างสวรรค์ฟ้าเกิ่งกัน ทุกข์หมื่นฮ้อยซั้นบ่มีว่าพาน ปานกับเมืองสวรรค์ สุขเกิ่งกันเทียมได้
เดือน เจ็ดทำบุญซำฮะ (ล้าง) หรือบุญบูชาบรรพบุรุษ มีการเซ่นสรวงหลักเมือง หลักบ้าน ปู่ตา ผีตาแฮก ผีเมือง เป็นการทำบุญเพื่อระลึกถึงผู้มีพระคุณ

ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา จ.อุบลราชธานี

เดือนแปด

ฮีตหนึ่งนั้น พอเถิงเดือนแปดได้ล้ำล่วงมาเถิง ฝูงหมู่สังโฆคุณเข้า วัสสาจำจ้อย ทำตาม ฮอยของเจ้าพระโคดมทำก่อน บ่ทะลอนเลิกม้างทำแท้สู่ภาย แล้วจงพากันผ่ายหาของไปเททอด ทำทานไปอย่าได้คร้านเอาไว้หมู่บุญ สิเป็นของหนุนเจ้าไปเทิงอากาศ สู่สวรรค์บ่ฮ้อนด้วยบุญนี้ส่งไป เพิ่นจึงตรัสบอกไว้ฮีตเก่าคองหลัง อย่าขาดได้ไปแท้สู่คน โอกาสนี้เพิ่นให้เที่ยวซอกค้นขุดก่นขุมบุญ เอาทุนไปภายหน้า เมื่อตายไปแล้วเป็นแนวนำเฮาขึ้นบันไดทองเทียวท่อง ขึ้นสู่ห้องชั้นฟ้าสวรรค์พุ้น อยู่เย็น ฝูงหมู่วิบากเว้นบ่มีว่าสิมาพาน เนาว์วิมานแสนทุกข์หายบ่มาใกล้
เดือน แปด ทำบุญเข้าพรรษาเป็นประเพณีทางพุทธศาสนาโดยตรง จึงคล้ายกับทาง ภาคอื่นๆ ของประเทสไทย เช่นมีการทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์สามเณร มีการฟังธรรมเทศนาตอนบ่าย ชาวบ้านหล่อเทียนใหญ่ถวายเป็นพุทธบูชาและเก็บไว้ตลอดพรรษา การนำไปถวายวัดจะมีขบวนแห่ฟ้อนรำเพื่อให้เกิดความคึกคักสนุกสนาน ประเพณีแห่เทียนพรรษา ที่ยิ่งใหญ่แน่นอนต้องเป็นที่ จังหวัดอุบลราชธานี

การทำบุญข้าวประดับดิน

เดือนเก้า
ฮีต หนึ่งนั้น พอเถิงเดือนเก้าแล้วเป็นกลางแห่งวัสสกาล ฝูงประชาชนชาวเมืองก็เล่า เตรียมตัวพร้อม พากันทานยังเข้าประดับดินกินก่อน ทายกทานให้เจ้าพระสงฆ์พร้อมอยู่ภาย ทำ จั่งซี้บ่ย้ายเถิงขวบปีมา พระราชาในเมืองก็จงทำแนวนี้ ฮีตหากมามีแล้ววางลงให้ถือต่อ จำไว้เด้อ พ่อเฒ่าหลานเว้ากล่าวจา
ทำ บุญข้าวประดับดิน เป็นการทำบุญเพื่ออุทิศแก่ญาติผู้ล่วงลับ เพื่อบูชาผีบรรพบุรุษและผีไร้ญาติ โดยชาวบ้านจะทำการจัดอาหาร ประกอบด้วยข้าว ของหวาน หมากพลู บุหรี่ ห่อด้วยใบตองกล้วย ร้อยเป็นพวง เตรียมไว้ถวายพระช่วงเลี้ยงเพล บางพื้นที่อาาจะนำห่อข้าวน้อย เหล้า บุหรี่ แล้วนำไปวางหรือแขวนไว้ตามต้นไม้หรือที่ใดที่หนึ่ง พร้อมทั้งกล่าว เชิญวิญญาณของบรรพบุรุษและญาติมิตรที่ล่วงลับไปมารับส่วนกุศลในครั้งนี้ ต่อมาใช้วิธีการกรวดน้ำหลังการถวายภัตตาหารพระสงฆ์แทน

เดือนสิบ

ฮีตหนึ่งนั้น เมื่อเทิงเดือนสิบแล้วทายกทอดบวยบาน เบิกพลีทำทานต่อมาสองซ้ำ ข้าว สลากนำไปให้สังโฆทานทอด พากันหวังยอดแก้วนิพพานพุ้นพ้นที่สูง ฝูงหมู่ลุงอาว์ป้าคณาเนือง น้อมส่ง ศรัทธาลงทอดไว้ทานให้แผ่ไป อุทิศให้ฝูงเปรตเปโต พากันโมทนานำสู่คนจนเกลี้ยง
เดือน สิบ ทำบุญข้าวสากหรือข้าวสลาก (สลากภัตร) ตรงกับวันเพ็ญเดือนสิบ ผู้ถวาย จะเขียนชื่อของตนลงในภาชนะที่ใส่ของทาน และเขียนชื่อลงในบาตร ภิกษุสามเณรรูปใดจับได้ สลากของใคร ผู้นั้นจะเข้าไปถวายของ เมื่อพระฉันเสร็จแล้ว มีการฟังเทศน์ เป็นการอุทิศให้แก่ ผู้ตายเช่นเดียวกับบุญข้าวประดับดิน

เดือนสิบเอ็ด

ฮีตหนึ่งนั้น เถิงเดือนสิบเอ็ดแล้วก็เป็นแวทางป่อง เป็นช่องของพระเจ้าเคยเข้าแล้ว อย่าเซา
เดือนสิบเอ็ด ทำบุญออกพรรษา ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนสิบเอ็ด พระสงฆ์จะแสดงอาบัติ ทำการปวารณา คือการเปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ต่อมาเจ้าอาวาสหรือพระผู้ใหญ่จะให้ โอวาทเตือนพระสงฆ์ ให้ปฏิบัติตนอย่างผู้ทรงศีลเป็นอันเสร็จพิธี พอตกกลางคืนมีการจุดประทีป โคมไฟ นำไปแขวนไว้ตามต้นไม้ในวัดหรือตามริมรั้ววัด จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บุญจุดประทีป ในจังหวัดนครพนมจะมีประเพณีการไหลเหลือไฟ ซึ่งตกแต่งด้วยตะเกียงน้ำมันก๊าดเป็นรูปต่างๆ สวยงามกลางลำน้ำโขง

เดือนสิบสอง

ฮีตหนึ่งนั้น เดือนสิบสองมาแล้วลมวอยหนาวสั่น เดือนนี้หนาวสะบั้นบ่คือแท้แต่หลัง ในเดือนนี้เพิ่นว่าให้ลงทอดพายเฮือ ซ่วงกันบูชา ฝูงนาโค นาคเนาว์ในพื้น ชื่อว่าอุชุพะนาโค เนาว์ ในพื้นแผ่น สิบห้าสกุลบอกไว้บูชาให้ส่งสะการ จงทำให้ทุกบ้านบูชาท่านนาโค แล้วลงโมทนาดอม ชื่นชมกันเล่น กลางเว็นกลางคืนให้ระงมกันขับเสพ จึงสิสุขอยู่สร้างสบายเนื้ออยู่เย็น ทุกข์ทั้งหลาย หลีกเว้นหนีห่างบ่มีพาน ของสามานย์ทั้งปวงบ่ได้มีมาใกล้ ไผผู้ทำตามนี้เจริญขึ้นยิ่งๆ ทุกสิ่งบ่ไฮ้ ทั้งข้าวหมู่ของ กรรมบ่ได้ถึกต้องลำบากในตัว โลดบ่มีมัวหมองอย่างใดพอดี้ มีแต่สุขีล้นครองคน สนุกยิ่ง อดในหลิงป่องนี้เด้อเจ้าแก่ชรา
เดือน สิบสอง เป็นเดือนส่งท้ายปีเก่าตามคติเดิม มีการทำบุญกองกฐินซึ่งเริ่มตั้งแต่วัน แรมหนึ่งค่ำเดือนสิบเอ็ดถึงกลางเดือนสิบสอง แต่ชาวอีสานครั้งก่อนนิยมเริ่มทำบุญทอดกฐินกัน ตั้งแต่ข้างขึ้นเดือนสิบสอง จึงมักจะเรียกบุญกฐินว่า บุญเดือนสิบสอง สำหรับประชาชนที่อาศัย อยู่ตามริมฝั่งน้ำใหญ่ เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำมูล แม่น้ำชี จะมีการจัดส่วงเฮือ (แข่งเรือ) เพื่อระลึกถึง อุสุพญานาค ดังคำกลอนข้างต้น
บางแห่งทำบุญดอกฝ้ายเพื่อใช้ทอเป็นผ้าห่มกันหนาวถวายพระเณร จะมีพลุตะไล จุดด้วย บางแห่งทำบุญโกนจุกลูกสาวซึ่งนิยมทำกันมากในสมัยก่อน

อ้างอิง http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://mblog.manager.co.th/uploads/145/images/SatJune200714186_2-400.jpg&imgrefurl=http://mblog.manager.co.th/petchr17/th-1326/&usg=__nwnY3QvjK2MnwkykZ9UPQKSFPIg=&h=281&w=400&sz=47&hl=th&start=16&um=1&tbnid=orZUk_cmjXKNcM:&tbnh=87&tbnw=124&prev=/images%3Fq%3D%25E0%25B8%25AE%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%26hl%3Dth%26sa%3DN%26um%3D1

ฮีตสิบสองคลองสิบสี่


จารีตประเพณีที่คนในท้องถิ่นยึดถือปฏิบัติ ชาวมุกดาหารส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ มีขนบธรรมเนียมประเพณีที่สำคัญและปฏิบัติ สืบต่อกันมาเป็นแบบชาวอีสานทั่วไปที่ยึดการดำเนินชีวิตที่เรียกว่า “ ฮีตสิบสิงครองสิบสี่ ” อันถือเป็นจารีตประเพณีของชาวมุกดาหารก็ว่าได้
ฮีตสิบสองครองสิบสี่
เป็นจารีตประเพณีที่ชาวจังหวัดมุกดาหารถือปฏิบัติสืบติ่กันมาเป็นเวลาช้านาน ถ้าจะพิจารณาตามเนื้อหาแล้ว จะเห็นว่า ฮีตสิบสองครองสิบสี่นี้ เป็นประหนึ่งบทบัญญัติในการควบคุมพฤติกรรมสังคมชาวมุกดาหาร เป็นการกำหนดระเบียบของสังคมที่พึงประพฤติปฏิบัติ ถ้าละเลยมิได้ประพฤติปฏิบัติ ตามฮีตสิบสองครองสิบสี่ เชื่อถือกันว่าจะเกิดอัปมงคล เกิดความพินาศล่มจมแล้วแต่กรณี คำว่า ฮีตสิบสองครองสิบสี่ แยกเป็น ๒ อย่างคือ ฮีตสิบสอง กับ ครอง(หมายถึงครรลอง) สิบสี่ ฮีตสิบสองหมายถึง ขนบธรรมเนียมประเพณี แบบแผน ความกระพฤติที่ดีงามหรือประเพณีทำบุญ ๑๒ เดือน อันได้แก่ บุญเข้ากรรม บุญคูนลาน บุญข้าวจี่ บุญผะเหวด บุญสรงน้ำ(สงกรานต์) บุญบั้งไฟ บุญชำฮะ (ชำระ) บุญเข้าพรรษา บุญกฐินและบุญลอยกระทง ครองสิบสี่ หมายถึง ตัวบทกฎหมายโบราณเริ่มแต่ตั้งผุ้ซึ่อสตย์เป็นผู้มีอำนาจปกครองบ้านเมืองเป็น ข้อแรก และคุณสมบัติคูณเมือง ๑๔ อย่างเป็นข้อสุดท้าย ตัวบทกฎหมายโบราณมีไม่มาก แต่คนโบราณก็ปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขโดยปกครองแบบพ่อปกครองลูก พี่ปกครองน้อง ในปัจจุบัน ชาวไทยได้ยอมรบนับถือพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาประจำจังหวัด และมีค่านิยมเกี่ยวกับการบวชพระ เมื่อมีอายุ ๒๐ ปี
ฮีตสิบสอง ได้แก่
บุญเข้ากรรมหรือปริวาสกรรม หมายถึง การอยู่แรมคืนเพื่อชำระศีลของพระภิกษุให้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นกิจของสงฆ์โดยเฉพาะ เป็นพิธีกรรมทางศาสนาแห่งหนึ่งในอันที่จะช่วยให้พระภิกษุปราศจากมลทิน และในขณะเดียวกัน ก็ถือเป็นโอกาสดีของพุทธศาสนิกชนทั่วไป ที่จะได้ถือเอาโอกาสที่บำเพ็ญกุศล โดยการฝึกฝนจิตใจเจริญภาวนากรรมฐาน ซึ่งเป็นแนวทางที่จะนำชีวิตไปสู่ความสงบสุขได้อีกทางหนึ่ง
เดือนยี่ บุญคูณลาน เป็นการทำบุญเปิดยุ้งข้าวเพื่อเอาเคล็ดตามความเชื่อ ในช่วงนี้ทุกครัวเรือนจนเสร็จจากการเอาข้าวขึ้นยุ้ง มีการเลี้ยงพระแม่โพสพ เป็นการตอบแทนที่ทำให้ตนสามารถทำนาได้ข้าว เมื่อทำการเปิดยุ้งจึงตักข้าวจากยุ้งได้ พิธีนี้เจ้าของยุ้งจะกำหนดวันประกอบพิธีตามความเชื่อของแต่ละครอบครัว
เดือน ๓บุญข้าวจี่ หลังจากเปิดยุ้งข้าวแล้ว ชาวบ้านก็จะนำข้าวที่เป็นผลผลิตนั้นมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ญาติพี่น้องที่ ล่วงลับไปแล้ว อุทิศให้ผีไร้ญาติจะมีการนำข้าวเหนียวจี่ชุบไข่ แล้วนำมาถวายพระ นอกจากนั้น ยังมีการเพิ่มน้ำอ้อยใส่ในข้าวจี่อีกด้วย
เดือน ๔ บุญผะเหวด เมื่อถึงเดือน ๔ เป็นฤดูที่มีดอกไม้ตามชายทุ่ง ชายป่า แถวมุกดาหารบานสะพรั่งไปด้วยดอกคูณดอกมันปลา ดอกลำดวน ตามปกติฝนก็มีมาบ้างแล้วจักจั่น เรไรขับร้องตามชายทุ่งและชายป่าฟังเสนาะมาก มีการเขียนไว้ในหนังสือเทศน์พระมาลัยหมื่นมาลัยแสนว่า พรผู้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต คือ พระศรีอริยเมตไตรยใครอยากจะพบเห็นท่าน และร่วมในศาสนาของท่าน จะต้องไม่ฆ่าพ่อแม่ ฆ่าสมณชีพราหมณ์ ทำลายสงฆ์ให้แตกแยก และจะต้องฟังเทศน์พระเวสสันดรชาดกให้จบสิ้นภายในวันเดียว ดังนั้น ปราชญ์แห่งอีสาน เห็นว่าเป็นเรื่องดี จึงได้บรรจุบุญมหาชาตินี้ไว้ ในฮีตสิบสองครองสิบสี่ การทำบุญนี้ทำอยู่ ๓ วัน วันแรกเป็นวันเตรียมการ ผู้ชายจะช่วยกันสานไม้ไผ่เพื่อนำมาเป็นเรื่อง ผะเหวด(หรือกระแตะ) และช่วยกันมัดฟางให้เป็นนก หนู ไก่ และปลา ส่วนผู้หญิงจะเตรียมสิ่งของที่จะนำไปร่วมพิธี ได้แก่ ข้าวต้มมัด ขนมต่างๆ วันที่ ๒ ชาวบ้าน จะช่วยกันสร้างหอพระอุปคุต แล้วนำกระแตะที่สานไว้ มากั้นทำเป็นบริเวณสำหรับเทศน์มหาชาติ ในเวลาบ่ายยกเสาผะเหวด โดยนำข้าวต้มมัด กล้วย ผูกติดกับเสาไม้ไผ่ที่ลานวัดแล้วพรมน้ำหอม ผูกผืนผ้ายาวเรียกว่า
“ผ้าผะเหวด ” แล้วเชิญผะเหวดเข้ามาในหมู่บ้าน บูชาด้วยดอกไม้แล้วแห่เข้าเมืองในวันที่ ๓ ตั้งแต่เช้ามืด เวลาประมาณ ๐๓.๐๐ นาฬิกา จะมีพิธีแห่ข้าวพันก้อน ในตอนสายของวันที่ ๓ จะมีการฟังเทศน์มหาชาติ และมีการแห่กัณฑ์หลอน แล้วเทศน์อัศจรรย์ และเช้าวันอันเชิญพระอุปคุต ต่อมามีการทำบุญตักบาจรเป็นเสร็จพิธี
เดือนที่ ๕ บุญสงกรานต์ เป็นบุญประเพณีที่ชาวจังหวัดมุกดาหารปฏิบัติสืบต่อกันมาทุกปี ตอนเช้ามีพิธีตัดบาตรที่หน้าศาลากลาง เสร็จพิธีแล้วจะสรงน้ำพระพุทธรูปคู่บ้าน คือ พระพุทธสิงห์สอง จากวัดศรีบุญเรืองมาแห่รอบ ๆ เมืองเพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ำพระเพื่อความเป็นสิริมงคล เสร็จพิธีสรงน้ำพระ ประชาชน ผู้เฒ่าผู้แก่ คนหนุ่มคนสาวก็จะรดน้ำพระเพื่อความเป็นสิริมงคล เสร็จพิธีสรงน้ำพระ ประชาชน ผู้เฒ่าผู้แก่ คนหนุ่มคนสาวก็จะรดน้ำกันอย่างสนุกสนาน จากนั้นมีการแข่งขันกีฬาพื้นเมืองมุกดาหารต่างๆ เช่น สะบ้าชักเย่อ เป็นต้น
เดือน ๖ บุญบั้งไฟ เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ชาวบ้านร่วมกัน